มีเรื่องราวของอากง วัย 77 ปี ทราบชื่อนายอาง้อ (สงวนนามสกุล) เชื้อชาติจีน ซึ่งมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่เด็กและมีครอบครัวตั้งหลักปักฐานอยู่ที่ไทยจนถึงปัจจุบัน โดยอากง มีอาการคล้ายติดเชื้อโควิด เสียชีวิตในบ้านพัก ภายในซอยกำกันแม้น 13 แยก 9 เขตบางบอน กทม.
ขณะที่พบว่าคนในบ้าน 4 คน ได้แก่ นางสมศรี อาม่า วัย 72 ปี ภรรยา (เชื้อชาติไทย), ลูกชายวัย 44 ปี ฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา แล้ว 1 เข็ม , หลานสาววัย 20 ปี ,หลานชานวัย 17 ปี ไปตรวจหาเชื้อพบว่าผลเป็นบวกทั้งหมด เข้ารับการรักษาแล้วที่ฮอสพิเทล ย่านพระราม 2 ยกเว้นอาม่า ที่รอเตียงยังไม่ได้เข้ารับการรักษา ไม่รู้รับเชื้อมาจากที่ไหน
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่คุยกับญาติ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนเห็นอาการคนในบ้าน ไอ เหนื่อยหอบเหมือนติดโควิด เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ตนจึงได้โทรไปที่สาธารณสุข เขตบางบอน เจ้าหน้าที่นัดคิวให้ไปตรวจวันที่ 7 ก.ค. ที่จุดตรวจเชิงรุกตลาดบางแคภิรมย์ โดยตรวจทั้งหมด 5 คน รวมถึงอากง อาการเริ่มแย่ก็ได้ไปตรวจเชิงรุกหาเชื้อเช่นกัน แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ตรวจให้คนต่างด้าวหรือคนข้ามชาติ
เนื่องจากอากง มีสัญชาติและเชื้อชาติจีน ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน และไม่มีบัตรสุขภาพเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลอะไรเลย ทำให้ไม่มีสถานที่รักษา เพราะถ้าไม่มีผลตรวจไปยืนยันก็ไม่มีที่ไหนรับรักษา อากงได้แต่นั่งหายใจรวยริน ญาติขอร้องให้ช่วยตรวจแต่เจ้าหน้าที่ยันยันคำเดิมตรวจให้ไม่ได้เพราะเป็นต่างด้าว ตรวจให้เฉพาะคนไทยเท่านั้น ซึ่งตรวจให้อาม่า น้องเขย และหลาน ๆ เพราะเป็นคนไทย ต่อมาวันที่ 10 ก.ค.ทุกคนทราบผลติดโควิดยกบ้าน
ส่วนอากง ซึ่งไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อและไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อหรือไม่ ทางญาติพากลับมานอนรักษาตามยถากรรมอยู่ที่บ้าน มั่นใจอากงติดเชื้อแน่นอน ระหว่างอยู่ที่บ้านนั้นอากง อาการเริ่มทรุด ขณะที่อาม่า รักอากงมาก เป็นห่วงไม่ยอมอยู่ห่าง ไม่อยากทิ้งอากงเพราะสัญญากันไว้จะอยู่ไปด้วยกันจนแก่จนเฒ่า
อาม่าได้เตียงแล้ว บอกว่า ถ้าอากง ยังไม่ได้ตรวจหาเชื้อและยังไม่ได้เข้ารับการรักษา อาม่าก็จะไม่ไป บอกลูกและหลาน ๆ ที่ติดเชื้อไปรักษาตัวก่อน อาม่าจะขออยู่กับอากง จะได้สบายใจว่าอากง ได้รักษาแล้ว ตอนนี้อาม่าไอหนักมาก เหนื่อย กินอะไรไม่ค่อยได้ ลิ้นไม่รับรส จมูกไม่ได้กลิ่นตคาดว่าเชื้อน่าจะลงปอดแล้ว
ต่อมาวันที่ 12 ก.ค. อาการของอากงเริ่มทรุดหนัก แต่ยังพูดคุยกับลูกหลานได้ เดินเข้าห้องน้ำได้แต่ต้องช่วยพยุงตัว ลูกชายและลูกสะใภ้มาช่วยกันดูแลอากงกับอาม่า เป็นการดูแลกันเองตามมีตามเกิด ทั้งที่รู้ว่าว่าเสี่ยงติดเชื้อแต่ก็ต้องทำ เพราะพึ่งพาหน่วยงานไหนไม่ได้เลย ไม่มีใครอยากเข้ามาช่วยเพราะกล้วติดเชื้อ โดยช่วยกันป้อนข้าวป้อนน้ำ ต้มสมุนไพรให้สูดดมเพื่อช่วยบรรเทาอาการ
ญาติระบุว่า คืนวันที่ 12 ก.ค. อากง หายใจแรงผิดปกติ เหมือนเป็นสัญญาณอะไรบางอย่าง คาดว่าเลือดอาจขาดออกซิเจน เพราะอากงไม่ได้ใส่สายออกซิเจน เพราะที่บ้านไม่มีเครื่องผลิตและไม่มีถังออกซิเจน และไม่มีเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว แต่อากง ยังพูดคุยรู้เรื่องทุกออย่าง จะออกไปหาซื้อยืมถังออกซิเจน หรือให้นำถังออกซิเจนมาให้ก็ไม่ได้ เพราะติดเคอร์ฟิว ออกจากบ้านไม่ได้ ปล่อยให้อากงนอนหายใจแรงทั้งคืนจนถึงตี 4 ให้หมดเวลาเคอร์ฟิว ซึ่งกว่าจะถึง ตี 4 อากง อาการไม่ไหวแล้ว
กระทั่งเช้าวันที่ 13 ก.ค. ลูกชายออกไปซื้อออกซิเจนแบบกระป๋องมาใช้ชั่วคราว เพราะหาถังออกซิเจนไม่ได้ ไม่รู้ต้องไปติดต่อขอยืมกับใคร ตระเวนหาซื้อตามตลาดหมดเกลี้ยง นำออกซิเจนแบบกระป๋องมาประคองลมหายใจอากง ใช้ได้แป๊บเดียวก็หมด ลูก ๆ อยู่ห่าง ๆ ตะโกนถามอากงว่า “เป็นยังบ้าง ๆ กินยาหน่อยมั้ย สู้ ๆ นะ ใคร ๆ เขาก็หายกันได้ ไม่ถอดใจนะยังไงต้องหาย” อากง ตอบกลับโดยการพยักหน้า
จากนั้นญาติ เตรียมรถจะพาอากง ไปโรงพยายบาล เพราะเห็นว่าอากง อาการแย่แล้ว ญาติ ๆ คิดว่าจะไปพูดกับโรงพยาบาลยังไงดี ถ้าบอกว่าเสี่ยงติดเชื้อเพราะคนในบ้านติดโควิด ก็กลัวโรงพยาบาลไม่รับรักษา ระหว่างนั้นเวลาประมาณ 11 โมง ลูกชายถอยรถมาจอดหน้าบ้าน กำลังจะอุ้มขึ้นรถ ยังไม่ทันจะได้อุ้ม อากงน้ำตาไหล ตาลอยเห็นแต่ตาขาว
ลูก ๆ และลูกสะใภ้ รู้แก่ใจว่าอากง น่าจะไม่รอดแล้ว แต่ยังหายใจอยู่ หายใจแรงเฮือกสุดท้าย ขณะนั้นสิ่งที่ลูก ๆ ทำได้คือพูดร่ำลา ไม่ถึง 5 นาที ลมหายใจของอากง ค่อย ๆ แผ่วเบาก่อนจะเสียชีวิตลงคาบ้านพัก ขณะที่อาม่า เศร้าใจอย่างมาก ได้แต่นั่งซึม
ญาติของอากง ระบุว่า “ตนเข้าใจว่าถ้าไปตรวจโรงพยาบาลไหน ที่นั้นต้องรับรักษา เราเข้าใจว่าทุกวันนี้คนไทยแทบไม่มีที่รักษา แต่น่าจะมีโรงพยาบาล หลาย ๆ แห่งก็ได้ ที่มีเตียงว่าง ผู้ป่วยไม่ว่าเชื้อชาติอะไรก็สามารถไปรักษาได้ จะเสียเงินเราก็ยอม ตนโทรไปตามโรงพยาบาลต่าง ๆ คำถามแรก ๆ จะถามว่ามีประกันหรือเปล่า เราบอกไม่มีแต่พร้อมจะเสียเงิน ทางโรงพยาบาลตอบกลับทันทีว่าเตียงเต็มอาจเป็นเพราะเราไม่เข้าสู่เงื่อนไขของโรงพยาบาล จึงทำให้ไม่มีเตียงรองรับ เชื่อว่าโรงพยาบาลคงล็อคเตียงไว้สำหรับผู้ป่วยที่มีประกันหรือไม่ มันน่าจะมีระบบจัดการที่ดีกว่านี้ ”
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://ch3plus.com/news/program/248729
-------------------------
#เรื่องเล่าเช้านี้ (Morning News)
วันที่ 14 กรกฏาคม 2564
ติดตามความเคลื่อนไหวข่าวสารก่อนใครได้ที่นี่
ch3plus : https://ch3plus.com/news/programs/morning
facebook : https://www.facebook.com/MorningNewsTV3
Twitter : https://twitter.com/MorningNewsTV3
YouTube : https://cutt.ly/MorningnewsTV3
0 Comments